Posted by: tsvhh | สิงหาคม 1, 2007

หมาอ้วนกับสาว ๆ

Advertisements
Posted by: tsvhh | เมษายน 26, 2007

เมื่อหมาเริ่มพูด

ผมเป็นเด็กที่พูดภาษาคนโตช้า แต่พูดมาก อันนี้ผมหมายถึงผมพูดได้เยอะแต่ไม่มีใครรู้
เรื่อง ผมนึกเอาเองว่าคนอื่น ๆ ไม่ฉลาดเอาเสียเลย ด้วยความที่คนอื่นไม่เข้าใจผม ผม
ก็ต้องหัดพูดภาษาของคนอื่น นับว่ายากเอาการอยู่เพราะว่าต้องเรียนรู้พร้อมกันถึงสาม
ภาษาในเวลาเดียวกัน แน่นอนภาษาหนึ่งนั้นต้องเป็นภาษาไทย ภาษาที่พ่อกับแม่ใช้พูด
กัน แต่ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาที่สองเป็นภาษาเยอรมันจากแม่และคนรอบข้าง ภาษา
ที่สามก็คือภาษาอังกฤษหัก ๆ จากพ่อ หรือแบบสมบูรณ์จากการ์ตูนที่บางครั้งมันไม่ยอม
พูดภาษาไทย ซึ่งมันจะพูดภาษาไทยบ้างบางครั้งที่ผมเผลอให้พ่อเป็นคนเปิดให้ มัน
เหตุผลหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ว่ากันว่าทำให้ผมพูดช้า

เวลานั้นไม่ได้ใช้รักษาแผลใจอย่างเดียว บางครั้งมันก็สร้างความเจ็บปวดได้เหมือนกัน ใคร ๆ ก็ว่าเด็กที่พูด
ช้าจะเริ่มพูดเมื่ออายุสองขวบแล้ว นั่นเป็นความเชื่อที่สร้างความเจ็บปวดให้กับพ่อและแม่อย่างมาก ความ
จริงก็คือผมพูดได้นานแล้ว ภาษาที่ผมพูดคือภาษา เยอรไทย ภาษาใหม่ที่ผมสังเคราะห์ขึ้น ภาษานี้แปลก
เพราะคำว่า ปาป๊า จะหมายถึงพ่อและแม่ก็ได้แต่คนนั้นต้องทำตามที่ผมร้องขอ เช่นถ้าผมบอกว่า ปาป๊า อึ อึ
ก็หมายความว่า แม่เอาขวดนมไปเก็บให้หน่อยครับ ถ้าผมพูดว่า ปาป๊า ก็จะหมายพ่อ ถ้าผมพูดว่า ปาป๊า ก็
จะหมายถึงแม่ มันเขียนเหมือนกันนะแต่เวลาออกเสียงจะแตกต่างกันเล็กน้อย นี่ไม่เข้าใจกันใช่ไหม

บางครั้งแม่ก็แอบน้อยใจที่ผมเรียก Benjamin ร้องเพลง Haribo macht Kinder froh และเพลง
SpongeBob ได้ก่อนรู้จักชื่อแม่ จนเมื่อผมอายุเกินสองขวบ ความกังวลของแม่ก็เปลี่ยนเป็นความเครียด
อย่างช้า ๆ ถึงแม้พ่อ เพื่อน รวมทั้งคนรอบข้างจะบอกว่าไม่เป็นไร ของมันก็ช้ากันได้ แต่นั่นมันก็ไม่
เพียงพอก็ผมรักแม่ผมเลยต้องหัดภาษาไทยบ้างเพื่อให้แม่คลายกังวล ภาษาอะไรก็ไม่รู้ยากกว่าภาษา
เยอรไทยของผมเป็นไหน ๆ ตอนนี้ผมพูดได้บ้างแล้วเช่น น้ำ นม กาแฟ ไม่เอา ตด ฯลฯ นอกจาก
ภาษาไทยแล้ว สำหรับภาษาเยอรมัน ผมก็พูดได้หลายคำเช่น Achtung! อันนี้ใช้เวลาขี่จักรยาน
ด้วยความเร็วสูงผ่านฝูงชน Wach auf! ใช้เวลาแม่นอนหลับแล้ว Ach so! ใช้เวลาแสดงความเข้า
ใจ ฯลฯ

การพูดของเด็กถึงแม้แต่เป็นประโยคได้ใจความ แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจและพยายามจะแกล้งเข้าใจ
ตามตำราแล้วผู้ใหญ่ควรจะต้องแกล้งเข้าใจเด็ก เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กกล้าพูดกล้าอธิบาย อย่างผมมัก
โดนพ่อหลอกให้อธิบายโน่นนี่นั่นเสมอ เวลาพ่ออ่านหนังสือผมก็จะเอาหนังสือของผมมาอ่านด้วยเสมอ
และเมื่อพ่ออ่านไปออกเสียงไป ก็เป็นทีของผมที่จะอ่านไปออกเสียงไปเหมือนกัน บางทีผมก็พูดมากเสีย
จนไม่มีคนฟัง แต่ผมก็พยายามฝึกฝนด้วยการเล่าเรื่องที่ได้พบเจอะเจอมาในแต่ละวันให้แม่ฟัง ถ้าแม่ไม่
ฟังผมก็จะไม่ยอม ร้องโวยวายให้แม่หันมาฟังต่อทุกทีไป ยิ่งเล่ายิ่งสนุกผมเองหล่ะก็เล่าไปหัวเราะไป
สนุกสนานทีเดียว

ถึงเวลานี้ การพูดคำสั่ง ๆ อย่างเดียว เช่น โกเกริด ม้าม(น้ำ) ฉี่ฉี่ พิพี แพมเพริด ฯลฯ อาจจะไม่เพียงพอ
ที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ วิธีการแก้ปัญหาของผมก็คือผมจะจูงมือเหยื่อ  พ่อ  แม่ หรือคนที่มาใกล้ชิด
ไปยังที่ ๆ มีสิ่งของที่ผมต้องการ เช่นถ้าผมต้องการขนมเยลลี่ในตู้ในครัว ผมก็จะจูงพ่อหรือแม่ไปที่ครัว
หยิบรองเท้าแตะให้ใส่ แม่กับพ่อจะได้ไม่มีข้ออ้างในการไม่เข้าครัว จากนั้นผมก็ชี้ไปที่ตู้แล้วบอกว่า
อาอะโบ้ (Haribo) ถึงจะฟังไม่เข้าใจแต่ถ้ารู้ว่าผมต้องการอะไรในตู้ ทุกคนก็จะต้องเปิดตู้แล้วก็ชี้ไปทุก ๆ
จุดในตู้เมื่อถึงฮาริโบ้ ผมก็จะร้องบอกพร้อมพยักหน้าว่า “ฮืม” เป็นอันว่าได้กินฮาริโบ้สมใจ

Posted by: tsvhh | พฤศจิกายน 7, 2006

เมื่อหมาสองขวบ

ในที่สุดไอ้หนุ่มหน้านวลคนนี้ ก็อายุครบสองขวบแล้ว ในวัยสองขวบ
ผมมีความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ที่แน่ ๆ หล่อขึ้น

เป็นอีกปีที่งานวันเกิดของผมถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ตามมีตามเกิด เอะงง
ผมเป็นที่รักของทั้งบรรดาคนไทยที่นี่ ไม่ต่างกับหมาน้อยตัวหนึ่งที่ใคร
ก็รุมรัก อยากอุ้มอยากกอด  และด้วยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ ๆ กันโดย
มิได้นัดหมาย เราก็เลยนัดหมายว่านอกจากจะเป็นงานวันเกิดผม ก็เป็น
งานเลี้ยงส่งพี่นักเรียนไทยที่พึ่งเรียนจบและกำลังจะกลับเมืองไทยด้วย
ซะเลย ป้าหน่อยซึ่งเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ปลื้มผมมาก ก็เต็ม
ใจเปิดบ้านเพื่อให้เราได้จัดงานนี้ ซึ่งผมก็ให้รางวัลเป็นการให้อุ้มบ้าง
ให้กอดให้หอมแก้มบ้าง แต่อย่าบ่อยนะฮืม

ในงานพี่ ๆ มากันเยอะมาก ทั้งนักเรียนเก่า นักเรียนใหม่ แต่ละคนก็ใจดี
เก็บเงินซื้อของขวัญให้ผมกันคนละชิ้นสองชิ้น นับรวมกันได้สามชิ้น ผม
ได้เสื้อแจ็กเก็ตสีเหลืองที่มีตรา adidas สุดเท่ ผมได้หอบังคับการบินชุดใหญ่ และผมยังได้ชุดตัวต่อเลโก้อีก
หนึ่งชุด ผมจำได้ว่าตอนที่ผมแกะกล่องของขวัญ มันตื่นเต้นมากจนผมต้องร้อง โอ้โฮ ทุกครั้ง นอกจากอาหารที่
พวกเราช่วยกันทำแล้วก็ยังมีเค้กก้อนสวยจากน้าตู่ ที่สนุกมากก็ตอนเป่าเทียนสองเล่มบนเค้กนี่แหละ ทุกคนร่วม
ร้องเพลงมีความสุขวันเกิดให้ผม และปีนี้ผมก็ไม่พลาด ผมโตพอที่จะเป่าเทียนให้ดับโดยไม่ต้องใช้น้ำลายช่วยอีก
แล้ว พอผมเป่าเสร็จทุกคนก็เฮดีใจ ผมโดยมีผมนำปรบมือด้วย ภาพใบหน้ายิ้มแย้มอย่างจริงใจของคนรอบข้างยัง
คงติดตาผมอยู่เลย วันนั้นผมเลยถือโอกาส(อีกแล้ว)ขออยู่ดึกเพื่อร่วมฉลองกับทุกคน DSC_1691.jpg

ในช่วงวันเกิดผม ผมยังได้ชุดตัวต่อเลโก้เพิ่มอีกสองชุดจากพ่อกับแม่ และก็มีป้าเนาวรัตน์ ยังพาผมไปเลือกซื้อ
ของเล่นอีกสามชิ้น และป้าเยอรมันก็ให้ DVD Benjamin เป็นของขวัญวันเกิดในวันที่เราไปเยี่ยมเธอขณะที่
พักรักษาตัวหลังผ่าตัดหัวเข่า แต่ผมยังไม่ได้ดูหรอกนะ เพราะเครื่องเล่น DVD ของเราเสีย ด้วยน้ำมือเล็ก ๆ ของ
ผมเนี่ยแหละ พ่อพบว่ามีแผ่น DVD เข้าไปอยู่ในตัวเครื่องสองแผ่น หลังจากที่เอาพวกมันออกมาแล้ว มันก็ยัง
ใช้งานได้อยู่พักนึง แต่ต้องใช้มือช่วยหมุน นั่นทำให้ผมต้องรออีกหลายเดือนจนถึงวันเกิดพ่อ ที่พ่อได้เครื่องเล่น
DVD เป็นของขวัญ และหลังจากนั้นช้าง Benjamin ก็เป็นขวัญใจของผมในเวลาต่อมา

Posted by: tsvhh | สิงหาคม 22, 2006

เมื่อหมาอ้วนตกเตียงแรง

เรื่องตกเตียงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของ ผมก็ตกมัน
เป็นประจำทุกอาทิตย์อยู่แล้ว เมื่อวานก็พึ่งตกจาก
เตียงตัวเอง กลิ้งลงมาเอียงกระเท่เล่อยู่ข้างล่าง แต่
นั่นไม่หนักหนาอะไร ก็มันเป็นเตียงเด็กความสูงไม่
ถึงหนึ่งคืบ

หนึ่งคืนก่อนหน้ามีเหตุการณ์ที่ค่อนข้างระทึกขวัญ
ผมลุกขึ้นมากลางดึกตามประสาคนไม่ชอบเปียก เมื่อ
ลุกขึ้นมาตามประสาคนรักแม่ก็ต้องมองหาแม่เป็นธรรมดา แต่หาแม่ไม่เจอ ในใจทั้งหวาดระแวง กลัว
และโมโห แม่ไปไหน ทำไมแม่ไม่อยู่กับผมตอนผมหลับ ด้วยความที่รีบ และไม่ค่อยจะ
ระวังตัวตามประสาหมา
ง่วง ผมกระโจนไปยังจุดที่อยู่ก็ไม่น่าจะไปอยู่ และตรงนั้นมันเป็นขอบเตียงของพ่อกับแม่ที่มีความสูงหนึ่งฟุต ไม่
ใช่หนึ่งคืบตามปกติ  พ่อที่หลับอยู่ลืมตาขึ้นมามอง แม่ที่อยู่ไกลออกไปร้องเตือนให้ผมระวังจะตกเตียงเสียงดัง
ลั่น พ่อซึ่งอยู่ในอาการฝันค้างก็ได้แต่ขยับตัวเพื่อจะไปให้ถึงตัวผมโดยเร็ว แต่แรงโน้มถ่องของโลกก็ยังไม่เคย
ปราณีใคร มันดึงศีรษะอันเบาะบางของผมเอียงลงไปยังพื้นเบื้องล่างด้วยความเร่ง ไม่กี่วินาทีศีรษะซึ่งไม่ใช่ผล
ส้มก็หล่นไปกระทบพื้นดังลั่น พื้นปูนซึ่งมีพรมบาง ๆ รองรับอยู่ จากหลับ ๆ ตื่น ๆ ก็มีน้ำตาของลูกผู้ชายก็เอ่อ
ล้นออกมาท่วมแปลงขนตาทันที ผมส่งเสียงร้องไห้ด้วยทั้งความเจ็บและความโกรธ สิ่งที่ร่ำร้องหาตอนนี้มีแต่แม่
แน่นอน ผมโผเข้าซบกับอกแม่ ส่งผ่านน้ำตาอุ่น ๆ ผ่านเสื้อบาง ๆ ตัวนั้น เพื่อให้แม่รับรู้ว่ามันเจ็บ อกของแม่มัน
ยังคงอบอุ่นเหมือนเคย และบรรเทาอาการเจ็บได้บ้าง ในขณะที่แผ่นอกของแม่ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นอยู่นั้น
ตาของแม่ก็ทำหน้าที่ผลิตน้ำตาพร้อมทั้งขับให้มันไหลออกมาทันทีโดยไม่ตั้งตัว แม่ยอมรับผิดทุกเรื่อง ทั้ง ๆ
ที่
ไม่ใช่ความผิดแม่ แต่เป็นความผิดผม

พ่ออาจจะเป็นคนเดียวในโลกที่สามารถทำใจให้สงบได้ในสถานการณ์อย่างนี้ มันไม่ใช่ครั้งแรก แต่มันจะเป็นต่อ
ไป พ่อพยายามทำสีหน้าให้ดูตื่นตนกที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันไม่ง่าย ใช่ พ่อพยักหน้าให้ผมนิดนึง และดูพออก
พอใจที่เสียงร้องของผมเต็มไปด้วยความโกรธและความเจ็บปวด นั้นหมายถึงว่า(พ่อคิด) ตราบใดที่คนเราแสดง
ความโกรธออกมาได้และพยายามโยนความผิดของตัว(ของผม)ให้คนอื่น(พ่อแม่)ได้นั้น มันย่อมหมายถึงสภาพ
ร่างกายที่ยังดีอยู่ สมองยังคงทำหน้าที่ได้ปกติ (ถึงตรงนี้คุณอาจจะไม่เข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร เอาอย่างนี้ถ้าผม
เตะเก้าอี้ ผมไม่ใช่คนผิดนะ แต่เป็นเก้าอี้ต่างหากที่มาเดินชนขาผม และผมก็จะโกรธที่มันทำผมเจ็บ)

พ่อได้ยืนยันกับแม่ว่า (ความง่วงทำให้คนเรามีความกล้ามากขึ้น) ไม่ให้ไปหาหมอโดยที่ไม่นัดในวันพรุ่งนี้ นั่น
หมายถึงเจตนาของแม่ที่จะไปหาหมอในคืนนี้ดับลงไปตั้งแต่มันยังไม่ได้เริ่มจุด แม่มีเหตุผลที่จะไปในคืนนี้ เพราะ
ตอนนี้ทั้งใบหูของผมนั้นกลายเป็นสีม่วงเข็มและมันก็บวมช้ำ ส่วนพ่อนั้นนอกถึงจะง่วง แต่ก็ยังยืนยันว่าผมไม่ได้
เป็นอะไร แม่พยายามโน้นน้าวให้พ่อเชื่อว่าการที่หูของผมม่วงเข้มนั้น แสดงว่ายังมีส่วนอื่นอีกหลายส่วนที่สึกหร่อ
แต่เราไม่เห็นอยู่อีก ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ก็ถูกหยิบยกขึ้นมา (ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะหาว่าพ่อผมใจร้าย
แน่เลย พ่อไม่ได้ใจร้ายนะ แต่รู้ว่าถ้าไปหาหมอตอนนี้ หมอเยอรมันก็จะให้เรานั่งรอสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
แล้วก็ตรวจห้านาที ก่อนจะบอกว่าไม่เป็นอะไรกลับบ้านได้ แล้วทุกคนก็หาวให้กันและกันคนละหนึ่งครั้ง และไม่
ลืมที่จะยิ้มแล้วพูดว่า ทรูซ)  

ผมยังคงร้องโวยวายต่อไปอีกพักหนึ่ง ในขณะที่พ่อก็ยังหลับ ๆ ตื่น ๆ ส่วนแม่ก็ยังคงร้องไห้ฟูมฟาย พ่อทำหน้าที่
ลุกไปชงนมอย่างเคย เพราะนมนั้นรักษาได้เกือบทุกโรค มันช่วยให้ผมสงบได้ อ้าว บางทีความเจ็บอาจจะปนอยู่
ในความหิวก็ได้ คุณลืมแล้วหรือว่าผมตื่นขึ้นมากลางดึก ผมลังเลอยู่พักหนึ่ง เพราะยังอยากร้องแสดงความโกรธ
อยู่ อย่างให้แม่หาคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ในที่สุดก็ทำใจยอมรับว่าคนผิดมันร้ายกว่าที่คิด ผมรับนมขวดนั้นมา
ดื่ม ไม่รู้ว่าด้วยความซาบซึ้งต่อพ่อที่ง่วงมากแต่ยังยอมลุกขึ้นไปชงนมหรือว่าหิว แต่นั่นไม่สำคัญเพราะมันก็ทำให้
ผมหลับต่อไปได้

Posted by: tsvhh | สิงหาคม 15, 2006

เมื่อหมาโต

 

 

   เมื่อผมเริ่มโตขึ้น โลกที่เคยกว้างของผมก็
  เริ่มแคบลง   อาณาจักรที่เคยกว้างก็แคบลง
  ไปถนัดตา โลกที่เคยถูกจำกัดด้วยความสูง
  ก็ไม่มีเหลือให้เห็น ที่ไม่เคยเห็นก็ใช้เก้าอี้ต่อ
  ขึ้นไปได้ 
เมื่อผมเริ่มวิ่งได้ ผมก็ต้องการ
  สำรวจทุกหนทุกแห่ง และไม่เคยต้องให้พ่อ
  กับแม่เดินนำหน้า ผมมีความจำเป็นเลิศไป
  ไหมมาไหนเองถูก ถึงแม้จะไม่ได้ไปบ่อย ๆ
  ไม่ว่าจะทางเดินไปจ่ายกับข้าว ทางเดินไปที่
  ทำงานพ่อ ทางเดินไปหาย่าเยอรมัน ผมจำ
  ได้หมด 
ทุกวันนี้ผมเริ่มซนมาก ๆ บางทีแม่
  ก็ไม่ค่อยอยากจะอยู่กับผมตลอดเวลา มีบ่อย
ครั้งที่แม่ต้องการให้ผมหลับนาน ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ซักหนึ่งชั่วโมง เพื่อแม่จะได้มีเวลาทำอะไร
ต่ออะไรบ้าง   

ถึงแม้จะซนมาก แต่ผมก็มีบางอย่างที่ทำไม่ได้เหมือนเด็กทั่วไป ในขณะที่เด็กทั่วไปก็ทำ
บางอย่างที่ผมทำไม่ได้ เพราะเรานั้นแตกต่างนั่นเอง พ่อและแม่เริ่มเป็นกังวลในสิ่งที่ผมไม่มี
เหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งผมพอจะสรุปเป็นข้อ ๆ ได้อย่างเช่น

  1. ผมไม่ยอมนั่งกระโถน
  2. ผมไม่ยอมพูด
  3. ผมไม่ยอมแปรงฟัน

สามสิ่งที่พูดไปนั้นเป็นสิ่งที่ปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุดของแม่ อย่างแรกในเมื่อผมไม่ยอม
นั่งกระโถน พ่อและแม่ก็ต้องเสียเงินไปกับผ้าอ้อมสำเร็จรูปซึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูกทุก ๆ ครั้งที่มัน
ลดราคา ก็ต้องไปซื้อตุนไว้เป็นกอบเป็นกำ อย่างที่สองในเมื่อผมไม่ยอมพูดแม้อายุจะเข้าใกล้
เลขสองแล้ว มันอาจจะมีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับร่างกายผม เช่น ผมอาจจะหูไม่ดี เป็นต้น
พ่อแม่ก็ต้องพร่ำสอน หรือพูดกับผมบ่อยมากขึ้น ในขณะที่ตามตำราบอกให้หัดให้ผมพูดแค่
ภาษาเดียว ทุก ๆ เช้าผมก็จะได้ดูวีซีดี สอนนับเลขเป็นภาษาไทย สลับกันอยู่สองอัน ถึงแม้
จะฟังจนผมจะหายใจเข้าเป็นพี่ก็องกี้ ตดเป็น brain based learning อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังชอบ
ฟังอยู่ ทุก ๆ ครั้งที่มีทำนองเพลงขึ้นมา ผมก็ต้องวิ่งไปดูทุกที อีกไม่นานผมก็คงจะเปิดเองได้
แล้ว

ส่วนปัญหาที่สามนั้น หนักหนาเอาการ เพราะนับวันผมก็เริ่มกินสิ่งแปลกปลอมนอกจากนมมาก
ขึ้น ถ้าผมไม่แปรงฟันหนูมันก็จะไปทำรังในปากหมา ทีนี้ถ้าเผื่อมันขี้ออกมา แม่ก็จะไม่ชอบผม
อีก ทุก ๆ กลางคืนพ่อก็จะคอยสอนให้ผมแปรงฟัน แค่สอนนะจับมือแปรงไม่ได้นะ ผมไม่ยอม อย่างน้อย ๆ ทุกวันนี้ผมก็บ้วนปากเองได้แล้วหล่ะน่า

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับพ่อแม่เท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลาที่ผมกลัว คนที่จะ
ปลอบผมได้ก็มีแต่แม่เท่านั้น ผมไม่เอาคนอื่นหรอกแม้แต่พ่อ นี่เป็นสิ่งที่แม่ไม่ค่อยจะชอบเท่า
ไหร่ เพราะผมหนักและถ้าแม่ต้องอุ้มผมนาน ๆ แม่ก็ต้องปวดแขนไปหลายวันทีเดียว

ด้วยความซนของผมนี่เอง ทุกวันนี้พ่อแม่ก็เฝ้ารอวันที่ผมจะได้เข้าโรงเรียนเยอรมัน

หล่ไหม

เสื้อกางเกง 40 ยูโร
รองเท้า 40 ยูโร
นายแบบ หมาอ้วน
ตากล้อง พ่อหมาอ้วน
สปอนเซอร์ Kinder Geld

technorati tags:

Posted by: tsvhh | มิถุนายน 6, 2006

เมื่อหมาท้องเสียมาก

ในบรรดาอาการเจ็บป่วยของผมในวัยหนึ่งขวบต้น ๆ นั้น ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นอาการจากเจ้าไวรัส
โรตา ไวรัสที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วเมื่ออากาศเย็น ช่วงก่อนที่เราจะเดินทางกลับเมืองไทยเป็นช่วงที่
เรียกได้ว่าสาหัสที่สุดสำหรับเราสามพ่อแม่ลูก

ผลของการนัดกันหยุดงานของพนักงานเก็นขยะในเมืองฮาบวร์กนั้น ทำให้มองไปทางไหนทิศไหน
ก็เจอกองภูเขาขยะ ยิ่งกองไหนมีขยะเต็มอยู่แล้วผู้คนก็ดูเหมือนว่าที่นั่นเป็นที่ ๆ ดีที่จะนำขยะไปทิ้ง
ปัญหาขยะนั้นไม่ได้จบแค่ความไม่น่ามอง แต่ส่งผลให้ความสกปรกและเชื้อโรคแพร่กระจายไปได้
มากว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะมองไปทางทิศใดก็พบแต่ผู้ป่วย นั้นไม่เว้นแม้แต่ผม

แม่ยื่นมันฝรั่งทอดให้ผมกัดเล่น ผมก็รับมันมากินเล่นเหมือนอย่างเคย เมื่อชิ้นที่สามผ่านลำคอลง
ไป เหตุการณ์ไม่คาดฝัน (เพราะยังอ่านหนังสือไม่ถึงบทนี้) ก็บังเกิดขึ้น อาหารเช้าคาวหวานทั้ง
หมดทั้งปวงได้นัดกันผละจากรังอันเป็นที่อยู่ พากันพุ่งออกมาทางปากเล็ก ๆ ของผม ด้วยความ
ไม่เคยและใหม่ต่อเหตุการณ์อันน่ากลัวนี้ ผมก็ปล่อยโฮออกมา ด้วยความที่เป็นพ่อที่เจนจัดทาง
ด้านจิตวิทยา พ่อก็รีบผละจากการเช็ดพวกอาหารไม่รักบ้านเหล่านั้น มาที่ผมแล้วรีบปลอบใจผมว่า
ผมไม่ได้ทำอะไรผิด นี่เป็นอาการป่วย แต่คำพูดปลอบใจนั้นใช่ว่าจะทำให้จิตใจอันอ่อนไหวยาม
ที่ร่างการอ่อนแอนั้นกลับมาแข็งแกร่งได้ ผมยังคงปล่อยน้ำตาอุ่น ๆ ให้ไหลอาบแก้มอยู่ตลอดเวลา

ผมยังคงมีอาการอาเจียนอย่างนี้อีกสองสามครั้ง เริ่มแรกพ่อกับแม่คิดว่าสาเหตุอาจจะเนื่องมา
จากมันฝรั่งทอด เพราะกินครั้งที่สองก็เป็นอีก แต่แล้วเราก็รู้ว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นไม่ใช่อาเจียนแต่
เป็นผลเนื่องมาจากไวรัสโรตาไปทำลายระบบย่อยอาหาร ผลพวงต่อมาก็คือผมท้องเสียอย่างรุนแรง
ไม่ว่าจะกินอะไรก็ถ่ายมาหมด ถ่ายวันละห้าถึงหกครั้ง จากสภาพหมาอ้วนเวลาผ่านไปสามวันผม
ก็กลายเป็นหมาบักโกรก ในครั้งนี้เริ่มแรกไม่แย่เท่าไหร่เราไปหาหมอ พ่อแม่รู้ว่าผมควรจะกินอะไร
ไม่ว่าจะเป็น Heinahrung ข้าวต้มผสมเกลือ หรือน้ำเกลือแร่รสชาติไม่ได้เรื่อง เวลาผ่านไปหนึ่ง
อาทิตย์ผมก็ยังไม่หาย ยังคงถ่ายขั้นต่ำวันหละสามครั้ง

อาทิตย์แรกผ่านไปอย่างไม่มีอะไรน่าห่วงนัก ทุกอย่างเดิม ๆ อึแล้วก็เช็ด กินแล้วก็อึ อาหารแทบ
ไม่ได้ย่อย น้ำหนักยังคงลดอย่างต่อเนื่อง ไปหาหมอ หมอก็บอกว่าเดี๋ยวก็หายเองตามมาตรฐาน
ของหมอเยอรมันคือ การไปหาเืพื่อให้ได้ยาฟรี กล่าวคือถ้าซื้อเองก็ได้ยาแบบเดียวกันแต่ต้องเสีย
เงิน ดังนั้นการเสียเวลาไปนั่งรอหมอทั้ง ๆ ที่นัดไว้แล้วอีกประมาณชั่วโมง แต่ไม่ต้องเสียค่ายาเอง
ก็ยังสรุปได้ว่าดีกว่า เมื่อเริ่มต้นวันแรกของอาทิตย์ที่สอง ผมเริ่มได้ยินแม่พูดว่า”แม่ไม่ไหวแล้วนะ”
เป็นครั้งแรกที่สภาพแม่เริ่มแสดงให้เห็นว่าแย่กว่าผม ในขณะที่พ่อยังต้องไปทำงานวิจัยทุกวัน แม่
เองก็แทบไม่ได้พักผ่อน ผมก็ยังคงอึรดที่นอนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเป็นบางวัน ในยามที่คนอื่นนอน
หลับไหล พ่อกับแม่ยังคงต้องสลับกันลุกไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ผม

คุณคงไม่รู้ว่า ผมเป็นหนักมากแค่ไหน แต่แม่และพ่อสัมผัสได้เพราะยามใดที่ผมพยายามทำสิ่ง
ที่เคยทำได้ ผมทำไม่ได้แล้วแม้กระทั้งลุกขึ้นยืนเอง ถึงตอนนี้พ่ออนุมัติให้ผมกินยาหยุดถ่ายซึ่ง
เราซื้อเตรียมไว้แล้ว (ถามเภสัช) และผมก็ถูกบังคับให้กินบ่อยที่สุดเท่าที่จะบังคับผมได้ อาการ
ของผมนั้นดีวันดีคืน สภาพอึเิริ่มแสดงให้เห็นว่ามีการย่อยสลายบ้างแล้ว และจากห้าหกก็ลดลง
เหลือสาม นั้นคือผมคงพร้อมที่จะบินกลับเมืองไทยแล้วหล่ะ

เมื่อผมอาการดีขึ้น พ่อกับแม่ก็ได้ข้อสรุปว่า

ท้องเสียดีกว่าอาเจียนเนาะ

Posted by: tsvhh | กุมภาพันธ์ 24, 2006

เมื่อหมาซ่าไม่ออก ตอนที่ 2

สองสามคืนมาแล้ว ที่พ่อและแม่ไม่ได้นอนเต็มตา อาการเจ็บป่วยของหมาน้อยมักจะ
กำเริบหลังเที่ยงคืนไปแล้ว

มันช่างแย่เสียเหลือเกิน สำหรับการเดินไปหาหมอในหุบเขาคนฮา(harburg)แ่ห่งนี้ ทางเดียว
ที่จะกระทำได้คือต้องเดินไป ไปแล้วก็ต้องไปรอแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าชั่วโมงถึงแม้จะนัด
ล่วงหน้า คุณหมอสาวสวยตรวจผมอย่างละเอียดแต่ไม่ได้พบอะไรที่สาหัส พ่อค่อนข้าง ดีใจที่ผมไม่เป็นอะไรหมอก็ไม่ได้ให้ยาอะไรเป็นพิเศษ อ้าวงี้ก็ซ่าต่อได้แล้วดิ

แต่แทนที่ไปหาหมอแล้วอาการผมจะดีขึ้น เปล่าเลยผมกลับแย่ลง ผมเริ่มเจ็บคอ ไอ แล้ว
ตามด้วยมีน้ำมูก ด้วยความที่เป็นวันเสาร์พวกเราทำอะไรมากไม่ได้นอกจากจะไปร้าน
ขายยาแล้วขอซื้อยาแก้ไอสำหรับเด็ก รวมไปถึงยาลดไข้สำหรับเหน็บก้น ที่เมื่อเหน็บที
ไรผมก็จะดีขึ้นทันตาเห็น ไม่รู้เพราะฤทธิ์ยาหรือว่าผมหวงก้น หลังจากที่ผมมีอาการไอ ทุกอย่างก็ดูแย่ไปหมด พ่อแม่สงสารผมอย่างไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร มีอยู่คืนหนึ่งแม่ถึง
กลับเก็บอาการไม่อยู่ปล่อยโฮออกมา ก็มันเป็นวันอาทิตย์ ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะคอย
วันจันทร์ ภาพของความเป็นอยู่ที่แสนจะสุขสบายที่เมืองไทยได้กลับเข้ามาวนเวียนอยู่
ในหัวของแม่อีกครั้ง ในขณะที่พ่อพูดไม่ออก แม่บ่นอย่างเจ็บช้ำน้ำใจว่า ถ้าอยู่ที่เมืองไทย จะไปหาหมอเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นี่ต้องนั่งรอทำอะไรก็ไม่ได้ ว่าแล้วน้ำตาของผู้เป็นแม่ก็หยด
ลงมาที่แก้มผม ผมนั้นทั้งสงสารแม่แต่พูดไม่ออก ก็เพราะยังพูดไม่ได้นี่นา แทนที่จะ
ทำอะไรให้แม่สบายใจได้บ้าง ผมกลับทำไม่ได้ อาการเจ็บจี๊ด ๆ นะ เจ็บจี๊ด ๆ ก็เกิดขึ้น
อีก ผมได้แต่นอนบิดตัวไปมา ในขณะที่พ่อเริ่มสงสารแม่และตาก็เริ่มแดง ซึ่งอาจจะเป็น
เพราะพิษไข้ก็ได้ พ่อติดหวัดจากผมไปแล้วและก็เริ่มเจ็บคอเป็นอย่างแรก

อาการเจ็บป่วยของผมนั้นหนักขึ้นกว่าเมื่อสองสามวันก่อนมาก พ่อเองก็เป็นหนักมาก
เหมือนกัน ในขณะที่แม่เป็นด้วยแต่เล็กน้อยเท่านั้น บทหนักจึงไปตกที่แม่ในฐานะที่ต้อง
ดูแลผม และพ่อก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก ถึงแม้ป่วยพ่อยังคุยติดตลกขณะที่เช็ด
น้ำมูกสีเขียวปี๋ที่จมูกผมว่า “หมาอ้วนมีมีทายาทอสูรแล้ว เดี๋ยวก็หาย” คำพูดถึงแม้จะ
ช่วยให้ตลกได้ แต่มันรักษาโรคไม่ได้ พ่อและแม่ยังต้องอดนอนต่อไปอีก เพื่อดูแลผม
ในตอนดึก ๆ คำพูดของอาต้อมผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมันยังคงก้องอยู่ในหูของพวก
เรา

นับไปเถอะค่ะ อีำกห้าสิบครั้ง จนถึงสามขวบนั่นแหละ

จำนวนคือจำนวนการเจ็บป่วย และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่ได้รับรู้ว่า เมื่อหมาซ่า
ไม่ออกนั้นมันหนักหนาแค่ไหน ผมซ่าไม่ออกแม้จะออกไปข้างนอกเจอสาว ๆ สวย ๆ
ที่ปกติผมจะต้องร้องจีบคนโน้นทีคนนี้ที แต่นี่ทำได้แค่เพียงนอนอมยิ้ม

ผมยังไออยู่ ยาแก้ไอที่โฆษณานักหนาว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย
เราโทรติดต่อหาป้าจูนเรื่องนี้ ยายหมอสั่งให้ไปเอาใบสั่งยาที่บ้าน เพื่อไปเช่าเครื่องพ่น
น้ำเกลือ แล้ววันอังคารต่อมาเราก็พากันไปหาคุณยายหมออีกที เธอตรวจแล้วก็
สั่งยาให้เราไปซื้อ ไม่วายที่จะตำหนิเราว่าก่อนให้ยาลดไข้ต้องวัดอุณหภูมิด้วยนะ
39 องศาน่ะ ถึงจะให้ยาลดไข้ได้ เอาเป็นว่านอกจากเราจะซื้อยาแล้วยังต้องไปซื้อ
เทอร์โมมิเตอร์มาวัดไข้อีก พ่อมารู้ทีหลังว่าคุณยายหมอตำหนิ แล้วก็บ่น ๆ ว่าตำรา
ไทยบอกว่าไม่ต้องซื้อ จับตัวดูก็รู้แล้วว่าไข้ขึ้นสูง ตำราเยอรมันบอกว่าต้องวัดเปะ ๆ
ไม่งั้นห้ามให้ยา นี่มันสะท้อนถึงลักษณะของสังคมไทยและเยอรมันที่แตกต่างด้วย
นะเนี่ย อ้าวทำเป็นเล่นไปให้น้ำเกลือที่นี่ต้องมีเครื่องวัดอัตราการไหลควบคุมด้วยนะ

จะด้วยความหล่อ ซ่า หรือว่ายาของคุณยายหมอดี หรือไม่ก็ทายาทอสูรออกฤทธิ์
ก็ไม่ทราบได้ หลังจากกินยางวดแรกแล้ว อาการไอกับเจ็บคอของผมก็ดีขึ้น หลาย
วันหลังจากนั้นน้ำมูกก็เปลี่ยนเป็นสีใส แล้วผมก็หายไข้ในที่สุด

Posted by: tsvhh | กุมภาพันธ์ 9, 2006

เมื่อหมาซ่าไม่ออก ตอนที่ 1

ความซ่าของคนเราย่อมต้องมีขีดจำกัด ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งหมาน่ารักอย่างผม(อย่าสับสนกับ
เสื้อผ้านะครับ) ผมถูกตั้งฉายาว่า “ซ่าเหมือนแม่ กวนตีนเหมือนพ่อ” โดยสาวโก๊ะอันดับหนึ่งแห่ง
ฮัมบวร์ก ความซ่าของผมไม่เคยหยุดแม้กระทั่งยามเจ็บไข้ ไม่ว่าท้องเสีย เป็นหวัด หรือติดเชื้อ
ไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ผมไม่เคยเลยที่จะแสดงอาการของผู้ป่วยให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

แต่ความเจ็บป่วยก็ไม่เคยละเว้นใคร วันนั้นผมยังจำได้แม่นในคืนอันแสนหนาวและเงียบสงบ
มีเพียงหมาอ้วนตัวน้อยตัวเดียวเท่านั้นที่ยังหลับไม่ลง ความร้อนในร่างกายมันสูงเกินกว่าที่ผม
จะข่มตาลงได้ ผมเริ่มครางหงิง ๆ เป็นแม่อีกตามเคยที่เริ่มรับรู้ความผิดสังเกตนี้ได้ แม่ดูจะตื่น
ตระหนกอย่างมาก พ่อที่ถูกปลุกให้ตื่นอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก กับการที่จะให้มารับรู้เรื่องราว
ของความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติบนหน้าผากผม ตรงนี้ผมกับแม่ก็เข้าใจพ่อ เพราะว่า
โดยปกติแล้ว ผมจะเป็นเด็กขี้ร้อน (หมอเขียนในหนังสือว่าเป็นเรื่องปกติของเด็ก ๆ) ร้อนขนาด
ที่ว่า พ่อมักใช้ผมผิดวัตถุประสงค์เสมอ ๆ บางครั้งหน้ามืดตามัวเห็นผมเป็นถุงน้ำร้อนไปได้
ด้วยเหตุนี้กระมัง พ่อจึงมักจะมองว่าความร้อนระดับนี้เป็นเรื่องปกติ

แม่พยายามพิสูจน์ต่าง ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ให้พ่อเชื่อ ในที่สุดจะด้วยเหตุผลว่าพ่อง่วง
หรืออะไรก็สุดแท้ พ่อก็ยอมรับว่าผมตัวร้อนจริง ๆ ผมเริ่มดิ้นทุรนทุรายเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แม่
เมื่อพ่อเชื่อว่าเป็นจริง พ่อก็มักจะกระทำวิธีการต่าง ๆ นานา โดยไม่ค่อยบอกเหตุผล หรือ
อธิบาย ซึ่งต่างกับแม่ที่ต้องการคำอธิบายก่อนลงมือทำ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน พ่อเหน็บยาลดไข้
ให้ผม (แน่นอนที่ตูด) แล้วก็ลงมือถอดเสื้อผ้าผมออกทีละชิ้น จนเหลือแต่เพียงชุดแนบเนื้อสุด
เซ็กซี่ เอาผ้าเช็ดตูดผมมาเปลี่ยนหน้าที่เป็นผ้าเช็ดหน้า (ข้างซองบอกว่าทำได้นะ) เพื่อลด
อุณหภูมิภายนอกของร่างกายผม ในขณะที่ผมยังครางหงิง ๆ ออเซาะอยู่

ถึงแม้จะนอนเตียงเดียวกัน แต่อาการหวาดกลัวของคนสามคนนั้นดูจะแตกต่างกันออกไป
พ่อกลัวว่าผมจะเป็น พาราไทฟอยด์ เหมือนที่พ่อเคยเป็น ซึ่งอาการที่เห็นได้คือตอนกลางวัน
ปกติ แต่ตอนกลางคืนไข้จะขึ้นสูงมาก ๆ ในขณะที่แม่กลัวผมจะชัก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ แล้ว
ถ้าถามว่าเจ้าหมาน้อยอย่างผมนั้นกลัวอะไร สิ่งที่ผมหวาดกลัวที่สุดก็คือ กลัวซ่าไม่ออกน่ะสิ

เมื่อความกลัวแตกต่างกันออกไป การแสดงออกก็แตกต่างกันออกไปด้วย ผมครางหงิง ๆ
ในขณะที่พ่อแสดงความเป็นผู้นำของบ้าน ลุกขึ้นนั่งถางตาดูว่าเมื่อไหร่ผมจะหลับลง ในขณะ
ที่แม่ต้องการคำปลอบโยน มันช่างเป็นความโหดร้ายของวิถีชีวิตในเยอรมันแท้ ๆ ที่วันอาทิตย์
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเยอรมันจะปิดหมด คนเยอรมันที่จะมี
ชีวิตรอดก็อาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคนตุรกีบ้างบางครั้ง นี่รวมไปถึงร้านขายยา เราไม่มียา
อื่น ๆ เลยนอกจากยาลดไข้สำหรับเหน็บก้นผม แล้วมันก็ใกล้จะหมดแล้วด้วย

ย่าหมอ ได้เชิญเราไปเที่ยวบ้านเนื่องในโอกาสอยากรื้อต้นคริตส์มาสเต็มแก่ แต่แขกสำคัญ
อย่างผมยังไม่ได้ยลโฉมมันเลย เราก็ถือโอกาสนี้ไปให้ย่าหมอตรวจซะเลย แล้วจะได้ขอ
ยาลดไข้ไว้สำรองด้วย พอวันจันทร์ครอบครัวเราก็จะไปหาหมอได้แล้ว เมื่อไปหาย่าหมอ
ความซ่าได้เอาชนะความเจ็บป่วยไปจนหมด ผมวิ่งทั่วบ้าน เล่นทุกอย่างที่เล่นได้ จะเวลาค่ำ
เข้ามาเยือน หมาก็เริ่มครางหงิง ๆ ย่าหมอจะผมไปตรวจวัดไข้ โดยการเอาเทอร์โมมิเตอร์
ไปจิ้มตูด ย่าส่งมันกลับมาให้พ่อดู พ่อสังเกตอยู่พักหนึ่งแล้วก็เอามันจิ้มเข้าปาก บ้าเหรอ
ไม่ได้จิ้ม จากนั้นย่าก็เอายาลดไข้มาเหน็บก้นผม แล้วก็ให้คำอธิบายว่าอาการนี้เป็นอาการของ
ไวรัสชนิดหนึ่ง ปล่อยไว้ซักพักก็หายไปเอง ถ้าไม่แน่ใจก็ไปหาหมอ อ้าวแล้วหมอที่อยู่ตรง
หน้านี่หล่ะ พ่อทำหน้างง ๆ ในขณะที่ย่าอธิบายต่อว่า ตอนนี้ตรวจให้ไม่ได้ เพราะไม่มี
เครื่องมือ ต้องเจาะเลือดพิสูจน์โลหิต ถึงจะบอกได้ว่าเป็นอะไรแน่ เอาเป็นว่าทุกอย่างผ่าน
ไปด้วยดีผมยังซ่าได้ แต่ในท้องฟ้าที่เงียบสงบ มันมักจะแฝงความนัยร้าย ๆ เอาไว้เสมอ

Posted by: tsvhh | มกราคม 17, 2006

เมื่อหมาอ้วนตกเตียง

ในชีวิตของลูกหมาตัวเล็ก ๆ หนึ่งตัว คงต้องมีอย่างน้อยซักครั้งที่ต้องเจ็บจนน้ำตาไหล
ลูกหมาน่ารัก ๆ อย่างผม ก็ไม่อาจละเว้นชะตากรรมอันน่ารันทดนี้ไปได้ เมื่อนึกถึงทีไร
น้ำตามันก็ไหลเอ่อท่วมเบ้าตาไปซะทุกครั้ง

ขณะที่ผมกำลังนอนหลับฝันหวานท่ามกลางวงมโหรีวงใหญ่อยู่นั้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่าพื้น
อุ่นๆ เบื้องล่างกำลังหายไป ร่างกายอันน่าทะนุถนอมของผมพุ่งร่วงลงจากเตียงอันนุ่ม
สบายลงไปสู่พื้นพรมอันแข็งกระด้างในเวลาชั่วหนึ่งอึดใจ แรงกระทำตามกฎของ
นิวตันทำให้ผมเจ็บจนน้ำตาไหล ความเป็นลูกผู้ชายหมดลงตรงนั้น ผมร้องไห้จ้า เกือบ
จะทันที โดยไม่รั้งรอให้เฮือกการร้องที่สองของผมดังขึ้นหรือพูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่า
เกียร์บันแปลงร่าง แม่ก็โผเข้ามากอดผมแล้วดึงผมขึ้นไปสู่อ้อมอกอันอบอุ่น นุ่มละไม ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมอกแม่ มันไม่ใช่ความฝันแต่มันเป็นความจริงที่พ่อผงก
หัวตื่นขึ้นมาในขณะที่ผมเริ่มสงบแล้ว คงเป็นเพราะพ่อได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ พอพ่อ
เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็ล้มตัวลงนอนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่
แม่บอกผมว่าเตียงมันก็กว้างอยู่นะลูก

นี่เป็นหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน ในขณะที่ผมอายุได้ประมาณ 14 เดือน มันไม่ใช่
ครั้งแรก ผมจำได้ว่าครั้งแรกๆ มันเกิดเมื่อผมอายุได้ประมาณเกือบ 5 เดือน มันเป็น
ช่วงที่ผมเริ่มพลิกตัวไปมาได้ ผมพลิกเพลินไปหน่อยก็หลุดตกเตียงไป ถ้านึกไม่ออก
ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ก็ให้ลองจินตนาการดูว่า เด็กประมาณหนึ่งอ้อมกอด ตกจาก
ที่สูงฟุตครึ่งจากเตียงนุ่มๆ ลงมาสู่พื้นพรหมแข็ง ครับมันเจ็บและเป็นเจ็บที่ลูกหมา
ทุกตัวที่ควรจะผ่าน ใครที่ไม่เคยผ่านเมื่อโตขึ้นอาจจะโดนเพื่อน ๆ ล้อได้

ถ้าจะนับว่าระหว่างพ่อกับแม่ ใครทำให้ผมตกเตียงมากกว่ากัน คุณๆ อาจจะตอบว่า
ต้องแม่แน่ๆ เลย เพราะผมควรจะอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ นั่นทำให้คุณได้คะแนนศูนย์
แล้วหล่ะ เพราะถึงแม้ว่าผมจะอยู่กับพ่อด้วยเวลาเพียงหนึ่งในสามของแม่ แต่พ่อก็ ทำให้ผมตกเตียงได้มากพอ ๆ กับแม่หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ก็เพราะเวลาพ่อดู
แลผม ก็ดูแต่ตา และค่อนข้างปล่อยให้ผมทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ยิ่งเมื่อผมอยู่บนเตียง
ด้วยแล้ว พ่อก็มักจะใช้หลังดูแลผม หรือไม่บางทีก็หลับตาดู เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งกลางดึก ซึ่งโดยปกติแล้วพ่อจะต้องมีหน้าที่ไปชงนม เหตุผลของพ่อ
คือพ่อเสียสละ แต่ความจริงแล้วพ่อมักจะหลับก่อนแม่ชงนมเสร็จ ครั้งนี้พ่อต่อรอง
ให้แม่ไปชงนมแล้วพ่อจะดูลูก ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงน้อยนิดพ่อก็หลับได้ราวกับ
โนปิตะกลับชาติมาเกิดไงงั้นเลย ผลที่ได้ก็คือผมตกเตียง แล้วพ่อก็ต้องโดนแม่ดุ
ไปตามระเบียบ แต่ยังไม่ทันที่แม่จะได้ดุอะไรมาก พ่อก็ชิงหลับไปซะแล้ว

เมื่อเล็ก ๆ กรณีตกเตียงของหมาอ้วนอย่างผมนั้น เกือบทั้งหมดเกิดจากการประเมิน
ความสามารถและความไวของผมต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การวางผมไว้อีกมุมหนึ่งของ
เตียง แล้วเดินออกไปเข้าห้องน้ำนั้น เป็นการประเมินต่ำอย่างมาก เพราะช่วงเวลา
แค่เพียงหนึ่งนาทีที่พ่อเดินออกไป ผมก็สามารถพลิกไปอีกด้านหนึ่งของเตียงได้แล้ว

เมื่อโตขึ้นมาหน่อย ผมก็คงเหมือนกับเด็กทั่วไปคือ ต้องคิดได้แล้วหล่ะว่าทำไมถึง
ตกเตียง ก็แน่หล่ะตกเตียงมันเจ็บ ใครหล่ะอยากจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมไ่ม่ใช่หมา
โง่นี่นา ถึงจะยอมเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมเริ่มทำการวิเคราะห์และคำนวณท่วงท่าที่
เหมาะสม กว่าจะเสร็จก็ต้องลำบากแม่คอยพยุงอยู่หลายครั้ง และในที่สุดผมก็พบ
ว่าการลงจากเตียงที่ถูกวิธีนั้น เมื่อเราอยู่ห่างจากของเตียงประมาณหนึ่งฟุตหรือ
มากกว่า ขึ้นอยู่กับความยาวของร่างกาย เราจะอยู่ในโซนตกเตียงแล้วให้เราพลิก
ตัวร้อยแปดสิบองศา แล้วค่อย ๆ คลานถอยหลังลงจากเตียงไป โดยค่อย ๆ ทิ้ง
น้ำหนักลงบนเท้าทั้งสองนั่นแหละ แต่ชีวิตมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้ว่า
ท่าคลานถอยหลังลงเตียงสะท้านโลกจะได้รับการฝึกหัดเป็นอย่างดี แต่ในเมื่อมี
กระบวนท่า มันย่อมต้องมีจุดอ่อน บ่อยครั้งที่ผมชะล่าใจเกินเหตุ ใช้ความเร็วคงที่
ตั้งต้นโดยลืมนึกถึงกฎข้อที่สามของนิวตันไป ทำให้ผมพลิกตัวไม่ทัน แทนที่จะ
หมุนได้ร้อยแปดสิบ ก็หมุนได้แค่ร้อยยี่สิบเท่านั้น แน่หละครับจากหมุนตัวลงเตียง
ก็กลายเป็นไถลลงเตียง สะโพกลงก่อนแล้วก็ตามด้วยหัว นี่ยังไม่พอนะครับ สมัย
ที่ผมยังสั้นเกินไป เมื่อลงจากเตียงแล้วขาจะแตะพื้นไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ เมื่อ
ปล่อยมือเพื่อจะเข้าสู่ท่าคลานดุ๊ก ๆ อันเลื่องชื่อของหมาอ้วน มันมักจะไม่ค่อยได้
ผล คราวนี้เป็นไหล่ หลัง และหัวตามลำดับ

ทุกวันนี้ ถ้าไม่ง่วงงัวเงีย หรือหิวนมจนหน้ามืด ผมก็จะไม่ตกเตียงอีกแล้ว ผม
สามารถขึ้นเตียงและลงเองได้แล้วอย่างสบาย ทุกครั้งที่ผมจะขึ้นเตียงเอง พ่อ
มักจะถามแม่ว่า “หมาอะไรขึ้นเตียงได้” แม่ก็ตอบทันทีว่า “หมาพยายาม”

Older Posts »

หมวดหมู่